ชีวิตของหนู

น้องปิยวัฒน์ พันทอง อายุ 1 ปี 2 เดือน เป็นบุตรของคุณแม่สุรีพันธ์ พันทอง น้องเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดชนิดเขียว โดยมีอาการเหนื่อยง่าย เวลาเหนื่อยตัวจะเขียว ปากเขียว คุณหมอได้ตรวจอาการแล้วแจ้งว่าน้องต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อต่อเส้นเลือดและซ่อมแซมลิ้นหัวใจที่รั่ว ซึ่งคุณแม่มีความวิตกกังวลอย่างมากเนื่องจากต้องพาน้องมาทำการผ่าตัดรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถีที่กรุงเทพฯ ไหนจะค่าผ่าตัด ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่ากินอยู่ ค่ายาเนื่องจากคุณแม่บ้านอยู่ที่ศรีสะเกษและคุณแม่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวต้องเลี้ยงลูกและทำงานคนเดียว แต่ทางคุณหมอแจ้งว่าการผ่าตัดครั้งนี้ทางมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็กจะเข้ามาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายส่วนเกินที่นอกจากสิทธิ์ของน้องที่จะเบิกได้

               คุณหมอได้คุยความเสี่ยงในการผ่าตัดของน้องว่าประมาณ 30 % แต่สำหรับหัวใจของคนที่เป็นแม่ แม้ความเสี่ยงจะเพียง 30 % ก็ถือว่าเยอะมากๆ แล้ว ทำให้แม่คิดหนักมากในการตัดสินใจว่าจะให้น้องทำการผ่าตัดรักษาหรือไม่ ตอนแรกคุณแม่คิดว่าจะยังไม่ผ่าตัดเพราะสงสารน้อง น้องยังเล็กต้องการผ่าตัด มาเจ็บตัว แต่พอมาคิดทบทวนดูดีๆ อีกครั้ง ถ้าไม่ให้ลูกผ่าตัดเพื่อรักษาชีวิตลูก ลูกก็มีแต่จะอาการแย่ลงเรื่อยๆ ซึ่งพอคุณแม่สังเกตน้อง เห็นเด็กรุ่นเดียวกันพากันวิ่งเล่น แต่น้องได้แต่นั่งมองเพื่อนๆ วิ่งเล่นกัน พอไปวิ่งเล่นกับเพื่อนแป๊บเดียวน้องก็จะเหนื่อย หอบ หายใจแรงต้องไปนั่งพัก คุณแม่เห็นลูกเป็นแบบนี้ทุกวันเลยตัดสินใจว่าจะให้ลูกเข้ารับการผ่าตัดรักษาในครั้งนี้

               หลังจากนั้นไม่นาน น้องก็ได้คิวเข้ารับการผ่า วันที่น้องเข้ารับการผ่าตัดคุณแม่ไปส่งน้องเข้าห้องผ่าตัดแล้วนั่งรอน้องอยู่หน้าห้องผ่าตัดไม่กล้าไปไหน หลังการผ่าตัดน้องต้องเข้าไปพักรักษาตัวในห้อง ICU  น้องมีอาการหัวใจเต้นเร็ว อาเจียน ทานน้ำทานนมไม่ได้เลย คุณหมอให้ยาควบคุมการเต้นของหัวใจเพื่อให้หัวใจเต้นปกติและให้ยาแก้อาเจียน ซึ่งน้องร้องไห้ตลอดเวลา คุณแม่รู้สึกสงสารน้องมากๆ กลัวว่าลูกจะเป็นอะไรไป แต่คุณหมอแจ้งว่าเป็นผลข้างเคียงของยาน้องปลอดภัยดี ซึ่งคุณหมอก็ได้มีการปรับยา ทำให้น้องอาการดีขึ้นเรื่อยๆ ทานข้าว ทานนมได้แต่น้องมีอาการปัสสาวะน้อย X-Ray ดูพบว่าน้องมีภาวะน้ำในปอดเยอะจึงต้องทำการเจาะเพื่อใส่สายระบายน้ำในปอดให้ลดลง หลังจากนั้นน้องก็มีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถออกจากห้อง ICU ได้

               หลังการผ่าตัดน้องมีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับจนสามารถกลับไปพักฟื้นต่อที่บ้านได้ ซึ่งหลังจากนี้คุณแม่ยังต้องพาน้องมาตรวจติดตามอาการต่ออย่างสม่ำเสมอเพราะน้องยังต้องทำการรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดในขั้นตอนต่อไป